In-text citation คือเครื่องมือบอกผู้อ่านว่าแนวคิดนี้มาจากใคร บทความที่อ้างถูกต้องทุกจุดแสดงว่างานของคุณน่าเชื่อถือ
In-text Citation คืออะไร
In-text citation คือการระบุที่มาของแนวคิดภายในเนื้อความ เช่น (Smith, 2022) เพื่อเชื่อมกับรายละเอียดเต็มใน reference list
หน้าที่ของมันคือให้เครดิตผู้เขียนเดิม ให้ผู้อ่านตามแหล่งต้นทางได้ และแสดงว่าคุณกำลังทำงานอยู่ภายในบทสนทนาทางวิชาการ
การอ้างแบบถอดความ (Paraphrase)
เมื่อเขียนแนวคิดของคนอื่นด้วยคำของคุณเอง ให้ระบุ (ผู้แต่ง, ปี) เช่น “ผลการศึกษาพบว่าการนอนไม่พอส่งผลต่อสมาธิ (Smith, 2022)”
แม้จะเปลี่ยนคำแล้วก็ยังต้องอ้างที่มา เพราะแนวคิดไม่ได้มาจากคุณ ดูวิธีถอดความในบทความ Paraphrasing สำหรับ Academic Writing ของคู่มือนี้
การอ้างคำพูดตรงตัว (Direct Quote)
การคัดลอกข้อความต้นฉบับต้องใส่เครื่องหมายคำพูดและเลขหน้า เช่น (Smith, 2022, p. 45) ถ้าข้อความยาวเกิน 40 คำ ให้ย่อหน้าเป็น block quote
ในงานวิชาการ ควรใช้ direct quote เท่าที่จำเป็น และให้ paraphrasing เป็นหลัก
กรณีผู้แต่งหลายคน
| จำนวนผู้แต่ง | ตัวอย่าง |
|---|---|
| 1–2 คน | (Smith & Jones, 2022) |
| 3 คนขึ้นไป | (Smith et al., 2022) |
| ไม่มีผู้แต่ง | ใช้ชื่อเรื่องสั้นแทน เช่น (“Climate Report,” 2022) |
การอ้างครั้งแรกใน APA 7: ผู้แต่ง 3 คนขึ้นไปใช้ et al. ตั้งแต่อ้างครั้งแรก
การอ้างจากแหล่งทุติยภูมิ
ถ้าต้องอ้างงานที่พูดถึงในอีกบทความ ให้ใช้รูปแบบ (ชื่อเดิม, อ้างใน ชื่อที่อ่าน, ปี) เช่น “Piaget (อ้างใน Berk, 2022)” และลง reference ของชื่อที่อ่านจริงเท่านั้น
หลีกเลี่ยงการอ้างแหล่งทุติยภูมิถ้าทำได้ เพราะเสี่ยงการตีความผิด ควรย้อนไปอ่านแหล่งต้นฉบับ ดูวิธีแยกแหล่งในบทความ Scholarly Article คืออะไร ของคู่มือนี้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- อ้างแนวคิดแต่ลืมใส่วันปี
- ใส่เครื่องหมายคำพูดแต่ลืมเลขหน้า
- ใช้ et al. สำหรับผู้แต่ง 2 คน
- ลืมให้ reference list สอดคล้องกับทุก in-text citation
นำไปใช้ทันที
Checklist In-text Citation
- ทุกแนวคิดมี in-text citation
- direct quote มีเลขหน้า
- ใช้ et al. ถูกเงื่อนไข
- อ้างทุติยภูมิอย่างถูกต้อง
- ทุก in-text มีรายการใน reference
แหล่งอ้างอิงและอ่านต่อ
ตรวจสอบลิงก์ล่าสุดได้ในหน้าไฟล์ต้นฉบับของสถาบันผู้ให้บริการ